ความเป็นมาของโครงการ โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ
โครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม 4 ครั้งที่ผ่านมา โรงเรียนต้นแบบรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ครั้งที่ 1 พ.ศ.2543-2544 โรงเรียนคลองหาเหนือ จ.สุราษฎร์ธานี
ครั้งที่ 2 พ.ศ.2545-2546 โรงเรียนบ้านงิ้วใหม่ จ.เชียงราย
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2547-2548 โรงเรียนกุดบากพัฒนศึกษา จ.สกลนคร
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2549-2550 โรงเรียนสา จ.น่าน
ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2551-2552 โรงเรียนบ้านหนองกา "ประชารัฐพิทยา" อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ และโรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม อ.โพธิ์ตาก จ.หนองคาย


ความเป็นมา
โครงการ “โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ” ริเริ่มโดยกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ เมื่อปี พ.ศ.2542 เพื่อสนองพระราชปณิธานที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต้องเผชิญอยู่ โดยได้รับพระบรมราชานุญาต พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศให้กับโรงเรียนที่มีผลงานสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่นที่สุด กลุ่มบริษัทฮอนด้า ในประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนโครงการนี้ ได้มอบหมายให้สมาคมสร้างสรรค์ไทย เป็นผู้ดำเนิน โครงการภายใต้ความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงสาธารณสุข

วัตถุประสงค์ของโครงการ
          • เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยต่อ ปัญหาสิ่งแวดล้อม
          • เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศได้มีโอกาสพัฒนาการเรียนการสอน การบริหารจัดการ การจัดกิจกรรมให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยริเริ่มจากสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ ที่แตกต่างกันไป
          • เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และมีการแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาความรู้ อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดของโครงการ
        • การเปิดโอกาสให้ผู้บริหารโรงเรียน ครู และ นักเรียนได้คิดริเริ่มและเสนอโครงการในอันที่จะดูแลรักษาและแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนและชุมชนต่าง ๆ ต้องประสบ ตลอดจนพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชนอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียน โดยมุ่งเน้นที่ จะให้ชุมชนและผู้ปกครองได้มีส่วนเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
        • โครงการที่มีแผนงานชัดเจนสามารถบูรณาการเข้าสู่ห้องเรียนให้เด็กนักเรียนได้ร่วมเรียนรู้ และร่วมดำเนิน โครงการ มีส่วนร่วมจากชุมชน และสามารถขยายผลได้ในระยะยาวจะผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนทุน เพื่อใช้ดำเนินการให้เป็นรูปธรรม
        • สนับสนุนด้านวิชาการ และติดตาม ประเมินผลโรงเรียนโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนกลาง และ ส่วนท้องถิ่นซึ่งไปตรวจเยี่ยมยังพื้นที่ดำเนินการของโรงเรียน
        • โรงเรียนที่สามารถดำเนินโครงการได้เป็นผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จะได้รับการคัดเลือก เพื่อเข้าชิงถ้วยรางวัล พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและโล่รางวัลดีเด่นประเภทต่าง ๆ
        • โรงเรียนที่ชนะเลิศจะได้ครองถ้วยรางวัลพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประกาศให้เป็น โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติระดับประเทศ

ประเภทโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม
โครงการเพื่ออนุรักษ์ แลพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนได้ดำเนินการในโครงการ “โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ” นั้น สามารถจำแนกได้ 7 ประเภทดังนี้
      1. การอนุรักษ์และเผยแพร่สมุนไพร เช่น ขยายการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อเป็นแหล่งความรู้ทางธรรมชาติแก่นักเรียน และยังได้ใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรที่ปลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย
      2. การอนุรักษ์แหล่งน้ำ พัฒนาและการป้องกันการเน่าเสียของแหล่งน้ำ รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพน้ำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และส่งเสริมการเรียนรู้แก่นักเรียนและชุมชนให้ช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำที่มีอยู่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
      3. การอนุรักษ์พลังงาน เสริมสร้างความตระหนักในเรื่องของการประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเชื้อเพลิง รวมไปถึง การผลิตอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน หรือความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นแหล่งพลังงานทดแทน อย่างเช่น ถ่านเทียม ก๊าซหุงต้มจากมูลสัตว์ เป็นต้น
      4. การลดจำนวนขยะ ให้ความสำคัญกับการรณงรงค์เพื่อลดปริมาณขยะ และจัดการขยะ โดยนำไปพัฒนาประโยชน์ หรือนำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำไปรีไซเคิล จัดตั้งธนาคารขยะโดยให้ความรู้แก่นักเรียน และชุมชนเรื่องการแยกขยะ
      5. สิ่งแวดล้อมศึกษา บูรณาการกิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน จัดศูนย์การเรียนรู้ให้ นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ ตลอดจนได้ลงมือปฏิบัติจริงและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
      6. การเกษตรปลอดสารพิษ ลดปริมาณการใช้สารเคมี และรักษาสิ่งแวดล้อมโดยใช้วิธีทางชีวภาพ เน้นความสมดุล ทางธรรมชาติ เช่น การผลิตปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ และเศษอาหาร ผลิตสารไล่แมลงที่สกัดจากพืช และขยายผลสู่ชุมชน
      7. การจัดภูมิทัศน์ เน้นพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนให้เป็นสถานที่รื่นรมย์ สะอาด สวยงาม และเพื่อเป็น การสร้างจิตสำนึกที่ดีในเรื่องสิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน และชุมชน

ผลการดำเนินโครงการ
ปีที่ 1 (พ.ศ. 2543 – 2544) ในพ.ศ. 2543-2544

ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินโครงการ มีโรงเรียนส่งโครงการเข้าประกวด 1,148 โรงเรียน โดย 131 โรงเรียน จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับทุนสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ทั้งนี้โรงเรียน ชนะเลิศถ้วยรางวัลพระราชทาน และได้รับการประกาศเป็นโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น คือ โรงเรียนบ้านคลอง หาเหนือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการดำเนินโครงการ ฐานการเรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อมในชุมชน เผชิญกับปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตร และขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อม

ปีที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2546)
สำหรับการดำเนินโครงการในปี พ.ศ. 2545-2546 มีโรงเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ส่งโครงการ เข้าประกวด 1,204 โรงเรียน ซึ่งจากการพิจารณาคัดเลือกของคณะกรรมการท้องถิ่น มีโรงเรียน 234 แห่ง จาก 12 เขตการศึกษาได้รับการคัดเลือกให้รับทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการจากกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย เพื่อไปดำเนินโครงการ ซึ่งผลการตัดสิน โรงเรียนบ้านงิ้วใหม่ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งดำเนินโครงการเกษตร ครบวงจรเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ ครองรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ปีที่ 3 (พ.ศ. 2547 – 2548)
จากผลสำเร็จของการดำเนินโครงการที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทยสนับสนุนการดำเนินโครงการ โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่นเฉลิมพระเกียรติ ปี พ.ศ. 2547-2548 ต่อเนื่องเป็นโครงการที่ 3 โดยมีโรงเรียน 175 แห่ง จาก 175 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนจากฮอนด้า เพื่อนำไปดำเนินโครงการพัฒนา สิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชน โดยคณะกรรมการได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา จ.สกลนคร ซึ่งดำเนินโครงการต้นบากหายไปไหน เป็นโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติระดับประเทศ ครองรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากนี้ คณะกรรมการได้พิจารณามอบโล่รางวัลดีเด่น ให้แก่โรงเรียนดังต่อไปนี้

โล่รางวัลดีเด่นระดับประเทศ
      • รางวัลดีเด่นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน โรงเรียนรุ่งอรุณ กรุงเทพฯ
      • รางวัลดีเด่นด้านการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมชุมชน โรงเรียนวัดบางฝ้าย จ.สมุทรปราการ
      • รางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลน โรงเรียนพรุจูด จ.ตรัง
      • รางวัลดีเด่นด้านการจัดการขยะร่วมกับชุมชน โรงเรียนซอย 3 สาย 4 ซ้าย จ.ลพบุรี

โล่รางวัลดีเด่นระดับภาค
      • รางวัลครูดีเด่นระดับภาค นายเฉลิม เรืองทองเมือง โรงเรียนบ้านคลองยาง จ.กระบี่
      • รางวัลนักเรียนดีเด่นระดับภาค
          1. กลุ่มนักเรียนโรงเรียนนิคมสงเคราะห์ จ.ระนอง
          2. กลุ่มนักเรียนโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา
          3. กลุ่มนักเรียนโรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่
      • รางวัลชุมชนดีเด่นระดับภาค ชุมชนบ้านควาย โรงเรียนวัดวิจิตรรังสรรค์ จ.ชัยนาท
      • รางวัลโรงเรียนดีเด่นระดับภาค จำนวน 22 โรงเรียน

ทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการ
กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทยได้มอบทุนสนับสนุนรวมกว่า 21 ล้านบาท ให้แก่เครือข่ายโรงเรียนสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 540 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อดำเนินโครงการแก้ไขปัญหา และพัฒนา สิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชน

  กลับด้านบน
ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2543-2544 โรงเรียนบ้านคลองหาเหนือ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โรงเรียนต้นแบบถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ ระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2543-2544

“โครงการฐานการเรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต”
โรงเรียนบ้านคลองหาเหนือ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ความเป็นมา
โรงเรียนบ้านคลองหาเหนือ เป็นโรงเรียนระดับประถมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางชุมชนชาวสวนผลไม้ ตำบลลำพูน อำเภอ บ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นแหล่งผลิต “เงาะนาสาร” ที่เลื่องชื่อ ซึ่งปัญหาสำคัญของเกษตรกรที่นี่คือ “การขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะการใช้สารเคมีที่ส่งผลต่อสุขภาพ อันเนื่องจากการสะสมพิษจากสารเคมีเป็นเวลานาน

แม้โรงเรียนมีการจัดตั้งฐานการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะต่างๆ ของนักเรียนมาแต่เดิม แต่การขยายผลสู่ชุมชนต้องใช้ เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ โรงเรียนจึงปรับปรุงและพัฒนาฐานต่างๆ สู่ “ฐานการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต” 12 ฐานการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิดของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของชุมชน ที่ไม่สามารถกระทำเพียงจุดใดจุดหนึ่งได้ หากต้องทำทุกเรื่องควบคู่กันไป และหนทางที่มีความยั่งยืนคือ ทำให้ชุมชนมีความเชื่อมั่นและรู้จักเรียนรู้ที่จะแก้ไข ปัญหาด้วยตนเอง อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันไปในทางที่ถูกต้อง

การดำเนินงาน
      • สำรวจปัญหาโดยสภานักเรียนร่วมกับครูและชุมชน พบว่าครอบคลุมถึง 6 กลุ่มปัญหาด้วยกัน คือ
    ⇒ การขาดความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้น
    ⇒ การแพร่ระบาดของไข้เลือดออกและมาลาเรีย จนจัดเป็นพื้นที่กลุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค
    ⇒ การลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ
    ⇒ การจับสัตว์น้ำอย่างผิดวิธีและทำลายระบบนิเวศ
    ⇒ การขาดความรู้ในการปรับสภาพดินด้วยสารธรรมชาติ
    ⇒ การขาดความรู้ในการป้องกันและกำจัดมลพิษ ตลอดจนการแพร่ระบาดของพาหะนำโรคที่เกิดจากน้ำเสีย และขยะมูลฝอยตามบ้านเรือน

      • นำผลข้อมูลที่ได้รวบรวมเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนเพื่อพิจารณาร่วมกัน จากนั้น นำเสนอต่อคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาระหว่างโรงเรียนกับชุมชน จัดทำแผนปฏิบัติงาน กำหนด รายละเอียดในการดำเนินงาน แต่งตั้งกรรมการโครงการ และระดมกำลังระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ช่วยกันเตรียมการ ดำเนินงาน

      • ปรับปรุงและพัฒนาฐานการเรียนรู้เดิมภายในโรงเรียนเป็น “ฐานการเรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต” ประกอบด้วย ฐานสาธิต 12 ฐาน ชุมชนมาช่วยกันลงแรงก่อนสร้างฐานในระยะแรกเริ่ม ฐานต่างๆ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอด เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีที่ใช้แต่ละฐานเป็นภูมิปัญญาไทยระดับชาวบ้าน คิดค้นขึ้นมาอย่างง่ายๆ ใช้วัสดุภายในท้องถิ่น มีราคาประหยัด แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

      • ใช้ฐานสาธิตต่างๆ บูรณาการเข้าสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้คน ในชุมชนร่วมเข้ารับการอบรมตามความสนใจส่วนตัว โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาและคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อนำไปปฏิบัติ

      • ขยายฐานการเรียนรู้จากเดิม 12 ฐานเป็น 18 ฐาน เพื่อกำหนดการแก้ไขปัญหาของชุมชนให้เฉพาะเจาะจงมาก ยิ่งขึ้น และหลังจากฐานต่างๆ บรรลุความสำเร็จ ก็ได้ร่วมกับหน่วยงานราชการในท้องถิ่นดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ให้โรงเรียนเป็นฐานผลิตน้ำมันตะไคร้หอมส่งจำหน่าย เพื่อชูเป็นสินค้าเด่นประจำตำบล สอดคล้องกับนโยบาย “หนี่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล” โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลลำพูนเป็นกำลังสนับสนุนสำคัญ และยังเป็นที่ศึกษาดูงาน ของโรงเรียนต่างๆ ทั้งในและนอกเขตการศึกษา

ตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจ
      - เตาหุงต้มภูมิปัญญาชาวบ้าน เรียนรู้การประหยัดเชื้อเพลิง โดยอาศัยหลักการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพ และหลัก การพาความร้อนของอากาศ รวมทั้งสามารถนำไปใช้ได้ในการหุงต้มอาหารในบ้านเรือนเป็นการประหยัดเชื้อเพลิง เป็นอย่างดี
      - ฐานสาธิตการทำน้ำอุ่นโดยไม่ใช้เชื้อเพลิง เป็นการนำประโยชน์จากความร้อนที่ได้จากการย่อยสลายของซากพืช และมูลสัตว์ มาใช้ประโยชน์ทดแทนพลังงานที่ได้รับจาการเผาผลาญเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นการประหยัดรายจ่ายลงได้เป็น อย่างมาก
      - โรงสีข้าวกล้อง เรียนรู้การผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ การรวมกลุ่มพึ่งตนเอง การประหยัดพลังงาน และการทำงานของเครื่องจักรกล เปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำข้าวมาสีได้

ผลแห่งความสำเร็จ
โรงเรียนสามารถจุดประกายให้ชุมชนเกิดความคิดและตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง นำสิ่งใกล้ตัว มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมีในการสวนเงาะ ทุเรียน ใช้สารสกัดจาก สมุนไพรแทนยาฆ่าแมลง โดยโรงเรียนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เทคโนโลยีประจำชุมชน จัดฝึกอบรมความรู้ ในเรื่องต่างๆ ตามความถนัดและสนใจของชุมชน ทำให้นักเรียนและชุมชนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เริ่มเข้าใจ แนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ จากโรงเรียนกลับไปใช้ที่บ้าน เป็นสื่อกลางสาน ความเข้าใจระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียน
  กลับด้านบน
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2545-2546 โรงเรียนบ้านงิ้วใหม่ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เวบไซต์โรงเรียน
โรงเรียนต้นแบบถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ ระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2545-2546

"โครงการ เกษตรครบวงจรเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" โรงเรียนบ้านงิ้วใหม่ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

ความเป็นมา
โรงเรียนบ้านงิ้วใหม่ เป็นโรงเรียนที่เปิดให้บริการการศึกษาแก่นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่ ณ ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โรงเรียนบ้านงิ้วใหม่แต่เดิมประสบปัญหาสภาพภูมิทัศน์ไม่ร่มรื่นสวยงาม และสะอาดตา เพราะนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในภาคทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ ดังนั้นโรงเรียนจึงได้ปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาใหม่ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ขึ้น เพื่อแก้ปํญหาของ โรงเรียนไปพร้อมกับปัญหาชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในการทำนา ทำไร่ข้าวโพดและถั่วลิสง และทำให้เกิดสภาพดินเสื่อม จากนั้นชาวบ้านยังได้บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำกิน และชาวบ้านยังประสบปํญหา รายได้ไม่พอกินเพราะขาดความรู้เรื่องสหกรณ์ โดยทางโรงเรียนได้จัดการบูรณาการการเกษตรครบวงจร เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อปรับสร้างภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้มีความสะอาดร่มรื่นขึ้น และขยายผลออกไปสู่ชุมชน

การดำเนินงาน
การดำเนินงานโครงการ “เกษตรครบวงจรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ของโรงเรียนบ้านงิ้วใหม่ เริ่มจากการประชาสัมพันธ์ ให้ชุมชนได้รับทราบเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความต้องการพื้นฐาน และปัญหาของชุมชน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา จากนั้นจึงปรับแผนปฏิบติการของโรงเรียนให้สอดคล้องกับ สภาพจริงของชุมชนโดยเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และยังได้จัดสร้างศูนย์เผยแพร่ข้อมูล และปฏิบัติการด้าน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการเสริมกิจกรรม “น้ำคือชีวิต” และในส่วนของชุมชนได้มีการจัดตั้งกลุ่มร่วมคิดร่วมทำ ซึ่งได้ร่วมกันทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ สารไล่แมลง และนำไปทดลองใช้

ตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจ
        •  ฐานการเรียนรู้เรื่องการลดสารเคมีในนาแบบพึ่งพาธรรมชาติ ด้วยวิธีการกำจัดปูที่กัดกินนาข้าว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ของชุมชน โดยนักเรียนร่วมกันค้นหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการศึกษาวงจรชีวิตของปู และระบบนิเวศน์ในนาข้าว ซึ่งพบว่า แม่ปูหนึ่งตัวออกไข่ได้ถึงกว่า 1,000 ฟอง และปูสามารถกินอาหารได้ถึง 13 ชนิด เช่น เศษหญ้า ข้าวนึ่ง พืชสด ปูก็ยังเป็นอาหารของกบและเขียด และยังพบว่าการจับปูในฤดูวางไข่ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่ช่วยลดจำนวนปูโดยวิธีธรรมชาติ ปูที่ได้นำมาแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ และผลิตสารชีวภาพใช้ในการเกษตร
        •  ฐานการเรียนรู้เรื่อง การทำปุ๋ยหมัก การผสมดินปลูก การทำสารป้องกันแมลงจากเม็ดสะเดาและพืชกลิ่นฉุน การเลี้ยงปลาดุกในท้องร่อง การเลี้ยงกว่าง ซึ่งนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์แมลงพื้นบ้านที่ใกล้สูญพันธุ์ ยังเป็นการสืบสาน วัฒนธรรมการชนกว่างของชาวล้านนา มูลกว่างก็สามารถใช้เป็นปุ๋ยได้อีกด้วย และการเพาะกล้าไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผักท้องถิ่นที่หายากไว้จำหน่าย เพื่อสร้างรายได้เสริมระหว่างเรียนให้เด็กนักเรียน

ผลแห่งความสำเร็จ
นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โรงเรียนยังสามารถจุดประกายให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชน เกิดจิตสำนึก และตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และเข้าใจระบบการจัดการมากขึ้น เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์เป็น และแก้ปัญหาเองได้ สามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การทำปุ๋ยหมักจากวัสดุ เหลือทิ้งท้องถิ่น ใช้ข้าวนึ่ง พืชสด เศษหญ้าเป็นอาหารปู จับปูในฤดูวางไข่ ทำสารป้องกันแมลงพืชกลิ่นฉุน และทำ สารสกัดชีวภาพ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะเป็นการสร้างทางเลือกในการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร ยังเป็นแนวทางสำคัญที่จุดประกายให้เกิดการดำรงชีวิตตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนอีกด้วย

ปัจจุบันโรงเรียนยังดำเนินการต่อเนื่อง โดยภายหลังที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านงิ้วใหม่ เขตพื้นที่การศึกษา 4 และกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก อีกทั้งยังมีบทบาทเป็นแหล่งเผยแพร่กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีสถาบันการศึกษา มูลนิธิ และบุคคลทั่วไปเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงานประมาณปีละ 50 คณะ
  กลับด้านบน
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2547-2548 โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เวบไซต์โรงเรียน
โรงเรียนต้นแบบถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และโรงเรียนสร้างสรรค์ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมดีเด่น ระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2547-2548

โครงการ “ต้นบากหายไปไหน”
โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

ความเป็นมา
โรงเรียนกุดบากพัฒนาศึกษา เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ประสบปัญหาการบุกรุกแผ้วถางป่า สาธารณะ ในป่าสงวนแห่งชาติ ตัดไม้ และเก็บพันธ์ไม้ป่าหลายชนิดมาขาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะต้นบาก ไม้พื้นเมือง ได้ถูกชาวบ้านตัดไปขายจนมีจำนวนน้อยลง ใกล้จะสูญพันธุ์ และการทำการเกษตรที่พึ่งพาสารเคมีมากยิ่งขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและชีวิตของประชากร ชาวบ้าน จำนวนไม่น้อยย้ายไปทำงานต่างถิ่น เพื่อสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม และขยายพันธุ์ต้นไม้พื้นเมืองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ คู่ชุมชนต่อไป

การดำเนินงาน
ประชุมปรึกษาหารือร่วมกับชาวบ้าน และนำเสนอข้อมูลประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องรับทราบร่วมกัน โรงเรียนได้จัดทำ แผนงาน จัดเตรียมพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่จะปลูกป่าในโรงเรียนและชุมชน ให้ได้อย่างน้อยปีละ 10,000 ต้น ด้านการติดตามประเมินผล มอบหมายให้ครูแต่ละหมู่บ้านไปเก็บข้อมูลปัญหา อุปสรรค วิธีการแก้ไข มารายงานผู้เกี่ยวข้องระยะสุดท้าย นอกจากนี้ยังได้สรุปวิเคราะห์หาวิธีแก้ไขปัญหาในปีต่อไป ซึ่งกำหนดให้มี การรายงานผลความคืบหน้าต่อผู้เกี่ยวข้อง เผยแพร่สู่สาธารณะชน และผู้สนใจทั่วไป

ตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจ
      • กิจกรรมอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้าน ฟื้นฟูป่าชุมชน
      • กิจกรรมการปลูกป่าในโรงเรียนและชุมชน เช่น ต้นบาก มะค่าโมง ประดู่ แดง ยางนา ให้กลับมายืนเคียงคู่กับชุมชน อำเภอกุดบาก เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และขยาย แจกจ่ายไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น
      • กิจกรรมเลี้ยงหมูป่าในโรงเรียน
      • การส่งเสริมเพาะกล้าไม้พื้นบ้าน
      • กิจกรรมดำแขกดำนาโรงเรียน ลงแขกเกี่ยวข้าวและบุณคูณลานนาในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เรียน รู้จักการทำนา อย่างถูกวิธี โดยไม่ใช้สารเคมี และไปปรับใช้ที่บ้าน

ผลแห่งความสำเร็จ

      • สร้างจิตสำนึกและสร้างทัศนคติในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดขึ้นแก่เด็กนักเรียน ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างยั่งยืน
      • เกิดหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา มีการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเหมาะสมกับโรงเรียนและชุมชน
      • เกิดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของโรงเรียนอย่างคุ้มค่า
      • โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้คู่กับเครือข่ายอินแปง ซึ่งเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของชุมชน
      • ต้นบาก ต้นไม้ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ถูกนำมาเพาะขยายพันธุ์อย่างกว้างขวาง สัตว์ป่า และความอุดมสมบูรณ์กำลังคืนสู่ ชาวอำเภอกุดบากอีกครั้งหนึ่ง
      • นักเรียนทำนาได้อย่างถูกวิธี และนำวิธีการที่เรียนรู้จากโรงเรียนไปปรับใช้ที่บ้านและชุมชนของตนเองได้
      • นักเรียนสามารถนำแนวทางในการทำงานเพาะกล้าไม้ไปใช้ในการดำรงชีวิต หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป
      • อนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้าน เช่น ต้นบาก มะค่าโมง ประดู่ แดง ยางนา เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และขยายแจกจ่าย ไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น
      • โรงเรียนและชุมชนมีพื้นที่ป่า แหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

  กลับด้านบน
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2549 - 2550 โรงเรียนสา อ.เวียงสา จ.น่าน

โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ
รางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โครงการ "ร่วมใจ สืบสาน จัดการขยะ พัฒนาชุมชน"

     น่านเป็นเมืองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังหุบเขา จนกระทั่งเส้นทางแพร่-น่านเกิดขึ้น จึงเริ่มเปลี่ยนแปลงตามเมืองอื่นๆ และประสบปัญหาคล้ายๆ กัน เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมของเมือง รวมทั้งขยะ
     เด็กๆ โรงเรียนสาจึงร่วมกันชักชวนให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนและผู้ใหญ่ในชุมชน ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม หันกลับไปหา วิถีเก่าๆ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น กลับไปใช้กระดาษและใบตองห่อของ ใช้เชือกกล้วยแทนเชือกพลาสติก หิ้วตะกร้า ไปจ่ายตลาด พกแก้วน้ำมาโรงเรียน แทนการซื้อน้ำใส่แก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง
      เพราะเรื่องที่ดูเหมือนเล็กๆอย่างนี้ กำลังส่งผลกระทบ ระดับโลก โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่แต่ละคนใช้กันวันละหลายๆชิ้น พลาสติกเหล่านี้ทั้งสินเปลืองพลังงานในการผลิต ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้โลกร้อน แล้วยังเป็นขยะกำจัดยาก ต้องใช้เวลาถึง 500 ปีกว่าจะย่อยสลาย
      การจัดการปัญหาขยะในโรงเรียนสา บูรณาการเข้ากับหน่วยการเรียน รวมทั้งหมด 5 โครงการ ประสบผลสำเร็จด้วยดี ปัจจุบันกำลังขยายผลออกสู่โรงเรียนเครือข่ายและชุมชน

โครงการการจัดการปัญหาขยะของโรงเรียนสา
      1. เวียงสาน่าอยู่
            - กิจกรรมจัดการขยะในโรงเรียน เช่น กวาดลาน ล้างห้องน้ำ เก็บใบไม้ ฯลฯ
            - รณรงค์ให้ชุมชนลดขยะพลาสติก "ติ้วส้าจ่ายกาด"
      2. ความรู้สู่ชุมชน
            - สำรวจปริมาณขยะพลาสติกก่อนและหลังรณรงค์
            - เรียนรู้เรื่องวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
      3. แก้วน้ำหรรษา
            - ให้ความรู้ ประโยชน์จากการใช้แก้วน้ำส่วนตัวรณรงค์ให้ทุกคนพกแก้ว
      4. ครัวเรือนประหยัดเงินตรา
            - ทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักจุลินทรีย์
            - เรียนรู้วิธีการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
      5. เพิ่มมูลค่าจากขยะ
            - ชมรมฟ้าใส หัวใจกระดาษรีไซเคิล
            - ศิลปะประดิษฐ์จากเศษวัสดุ
            - ธนาคารขยะ

คิดก่อนใช้ เข้าใจวงจรผลิตภัณฑ์
      “ก่อนบริโภค คิดหน้า คิดหลัง คิดให้ตลอดชีวิตของผลิตภัณฑ์” นี่เป็นคติพจน์จัดการ ปัญหาขยะของโรงเรียนสา เช่น จะซื้อปากกาก็ต้องไม่ลืมว่าแต่ละด้ามใช้วัตถุดิบทั้งเม็ด พลาสติก หมึก โลหะปลายปากกา เหล็กสปริง สี ฯลฯ ในกระบวนการผลิตก็ต้องใช้ พลังงานและเกิดของเสีย เมื่อนำมาใช้แล้วทิ้ง ก็กลายเป็นขยะต้องใช้พลังงานในการกำจัด ต่อไป หรือไม่ก็กลายเป็นขยะตกค้างรอย่อยสลายอีกหลายร้อยปี ดังนั้นจะใช้อย่างไรให้คุ้มค่า หรือจะเลือกกินอยู่ ก็รู้ว่าการผลิตขนมจีนสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่าบะหมี่ซอง เป็นต้น

ทางเลือก
      หลังจากคิดถึงวงจรผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นของใช้ อาหาร ฯลฯ มีทางเลือกคือ เลิกใช้ เช่น เปลี่ยนมาใช้ตะกร้า จากวัสดุธรรมชาติหรือถุงผ้า จ่ายตลาด แทนการใช้ถุงพลาสติก ลดการใช้ให้น้อยลง เช่น ใช้ดินสอ ปากกา ให้หมดก่อนทิ้ง นำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เอาถุงเก่ากลับมาใช้ใหม่ นำมาซ่อมแซม เช่น ซ่อมเสื้อผ้า ที่ยังใช้ได้ นำไปเติม เช่น ใช้น้ำยางล้าง จาน น้ำยาซักผ้า แบบเติม แทนการซื้อแบบบรรจุขวด รวบรวมขยะไปขายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตต่อไป
  กลับด้านบน
ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2551 - 2552 โรงเรียนบ้านหนองกา "ประชารัฐพิทยา" อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ และ โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม อ.โพธิ์ตาก จ.หนองคาย

     ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ ในปี 2542 ทาง กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย จึงได้ริเริ่มโครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ ขึ้นเพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธานที่ได้ทรงห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศ กำลังเผชิญอยู่ ทั้งนี้โดยได้รับพระบรมราชานุญาต พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศให้กับโรงเรียนที่มี ผลงานดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย จึงได้มอบหมายให้สมาคมสร้างสรรค์ ไทยเป็นผู้ดำเนินโครงการ โดยความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงสาธารณสุข

     ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติ ได้ ดำเนินการไปแล้ว 4 รุ่นโครงการ มีเครือข่ายโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น เฉลิมพระเกียรติที่ ฮอนด้าได้มอบทุนในการดำเนินกิจกรรม เพื่อสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชนไปแล้วถึง 600 แห่ง จากทั้ง 76 จังหวัด และมีโรงเรียนที่ได้รับถ้วยพระราชทาน จำนวน 4 โรงเรียน ซึ่งโครงการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในการร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชนอย่าง กว้างขวาง

     และด้วยความสำเร็จจากโครงการที่ผ่านมา ทางกลุ่มบริษัทฮอนด้าฯ จึงได้ดำเนินโครงการโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม เฉลิมพระเกียรติ ครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2551 – 2552) ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ตามรอยเท้าพ่อกับฮอนด้า” เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน อีกทั้งในวาระครบรอบ 10 ปีของการดำเนินโครงการ ทางโครงการฯ จึงได้พัฒนารูปแบบการดำเนินโครงการ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น ภายใต้ระบบเกณฑ์มาตรฐาน ที่เน้นการแข่งขันและพัฒนาตนเอง เพื่อสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนและชุมชนได้ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์
      1. เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้โรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ ได้นำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงานไปประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและชุมชนได้อย่างยั่งยืน
      2. เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนและชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน
      3. เพื่อธำรงรักษาความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ และสามารถสืบทอดให้ชุมชนนำมาใช้ประโยชน์ได้ตามสภาพภูมิสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
      4. เพื่อสร้างกิจกรรมที่เชื่อมโยง และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และมีการขยายเครือข่ายการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
      5. เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของกลุ่มบริษัทฮอนด้า ในประเทศไทย ในการดำเนินโครงการเพื่อสร้างสรรค์สังคม ในด้านของสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มเป้าหมาย

     โรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ

ระยะเวลาโครงการฯ
      เดือนกรกฎาคม 2551 – เดือนพฤศจิกายน 2552
      (ปีการศึกษา 2551 และปีการศึกษา 2552)

แนวคิดหลัก
การดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ
      ให้โรงเรียนและชุมชนมีความรู้เกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริ และสามารถนำแนวพระราชดำริต่างๆ มาใช้เป็นแนวทางเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมในเชิงรูปธรรมได้สำเร็จ

การมีส่วนร่วม
      เปิดโอกาสให้โรงเรียน ทั้งในส่วนผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียนได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์และเสนอโครงการในการดูแลและพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน และชุมชนในบริเวณที่ตั้งของโรงเรียน โดยมุ่งเน้นที่จะให้ชุมชน ผู้ปกครอง และครูภูมิปัญญาในท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในโครงการ เพื่อให้การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมพลังงานเป็นไปอย่างยั่งยืน

การเชื่อมโยง
     เน้นให้เกิดการเชื่อมโยง ทั้งการเชื่อมโยงภายในท้องถิ่น จากโรงเรียน และชุมชน ซึ่งเป็นศูนย์กลางรากฐานสำคัญของชุมชน และการเชื่อมโยงระหว่างท้องถิ่น เช่น จังหวัดสู่จังหวัด ภาคสู่ภาค เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างท้องถิ่น โดยผ่านการทัศนศึกษาหรือเยี่ยมชมระหว่างกัน

การสืบทอดภูมิปัญญา
       เพื่อให้ภูมิปัญญาในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม หรือภูมิปัญญาที่คิดขึ้นมาใหม่ สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืนกับคนรุ่นหลังโดยเฉพาะกับเยาวชน โดยไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา และถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

การบูรณาการการเรียนรู้
     เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน และผู้เข้าร่วมโครงการจึงให้มีการนำเอาความรู้หรือภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นหรือคิดค้นได้ใหม่ รวบรวมบรรจุอยู่ในหลักสูตรวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ทั้งนี้โดยเน้นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียน “เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติเอง” ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนโดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตามแนวทางการจัดการการเรียนการสอนในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

ลักษณะของโครงการ
     1. มีการนำแนวพระราชดำริมาบูรณาการ หรือเป็นแม่แบบ ในการประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม และเป็นระบบ

     2. เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ตามสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยมีครบทั้ง 3 ด้านและ/หรือด้านอื่นๆ ดังต่อไปนี้
     • ด้านการจัดการขยะ โดยการสร้างความตระหนัก จิตสำนึก และวิถีปฏิบัติ ในการจัดการ มูลฝอยของโรงเรียนและชุมชน โดยวิธีการฝังกลบแบบถูกสุขลักษณะ และการจัดการขยะอินทรีย์ ด้วยวิธีการทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น
     • ด้านการจัดการน้ำเสีย โดยการสร้างความตระหนัก จิตสำนึก และวิถีปฏิบัติ ในการจัดการน้ำเสียของโรงเรียนและชุมชน และน้ำเสียในแหล่งน้ำ โดยใช้ทฤษฎีตามแนวพระราชดำริ เช่น ระบบธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ ระบบการเติมอากาศด้วยเครื่องกล หรือการใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย เป็นต้น
     • ด้านพลังงาน โดยการสร้างความตระหนักในการใช้พลังงาน และการอนุรักษ์พลังงาน ด้วย วิธีการที่หลากหลาย เช่น วิถีการดำเนินชีวิตที่พอเพียง ประหยัด และการคิดค้น หรือใช้พลังงาน ทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังลม พลังน้ำ พลังงานกล หรือพลังงานเชื้อเพลิงจาก ธรรมชาติ เช่น แท่งแกลบ การใช้ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอลล์ เป็นต้น
     • ด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชน เช่น การปลูกป่า การจัดภูมิทัศน์ภายในโรงเรียน เกษตรอินทรีย์ ฯลฯ เป็นต้น

     3. มีการบูรณาการการเรียนรู้ โดยการนำเอาความรู้หรือภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น หรือคิดค้นได้ใหม่ รวบรวมบรรจุอยู่ในหลักสูตร สาระการเรียนรู้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกัน ทั้งนี้โดยเน้นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียน “เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง”

     4. เป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ ปฏิบัติได้ในเวลา 1 ปีการศึกษา และต่อเนื่องจนหลังสิ้นสุด โครงการ

     5. มีผู้แทนจากครู นักเรียน ชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น เป็นคณะกรรมการดำเนินโครงการ ภายใต้การอนุมัติและกำกับดูแลของผู้บริหารโรงเรียน

     6. มีการจัดทำรายละเอียดของโครงการ แผน ขั้นตอน วิธีการ สื่อ งบประมาณ รูปแบบการจัด กิจกรรม และการมีส่วนร่วมในโครงการ โดยระบุบทบาทและความรับผิดชอบของทุกฝ่ายอย่างละเอียด ชัดเจน

การรับสมัคร
     1. รับสมัครโรงเรียนทั่วประเทศ ที่มีผลงานการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชน
     2. การส่งโครงการเข้าร่วมประกวดของโรงเรียนในครั้งนี้ถือเป็นความสมัครใจของโรงเรียน
     3. เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2551

ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ

25 กรกฎาคม 2551 แถลงข่าวเปิดโครงการ
8 - 29 กรกฎาคม 2551 สัมมนาแนะนำโครงการ 4 ภูมิภาค
กรกฎาคม – สิงหาคม โรงเรียนจัดทำข้อเสนอโครงการ (Proposal)
รับสมัครโครงการจากโรงเรียนทั่วประเทศ
15 กันยายน 2551 ปิดรับสมัครการส่งโครงการ
30 กันยายน 2551 ประกาศผลโรงเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา จำนวน 60 โรงเรียน
30 - 31 ตุลาคม 2551 พิธีมอบทุนและเสริมความรู้ให้แก่โรงเรียนทั้ง 60 โรงเรียน
ตุลาคม 2551 – กันยายน 2552 โรงเรียนดำเนินงานตามแผนงานโครงการ
พฤศจิกายน 2551 โรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าค่ายกิจกรรมเสริมความรู้
ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 4 ภูมิภาค
มกราคม – กุมภาพันธ์ 2552 คณะนักวิชาการท้องถิ่นตรวจเยี่ยม 60 โรงเรียน
เพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการ และให้คำแนะนำ
มิถุนายน - กรกฎาคม 2552 คณะกรรมการคัดเลือกระดับภาคลงพื้นที่ 60 โรงเรียน
เพื่อคัดเลือกโรงเรียนมาตรฐาน
กรกฎาคม 2552 ประกาศผลโรงเรียนมาตรฐานรางวัลโล่ประทาน
สิงหาคม – กันยายน 2552 คณะกรรมการตัดสินลงพื้นที่ เพื่อคัดเลือกโรงเรียนถ้วยพระราชทาน 2 โรงเรียน
พฤศจิกายน 2552 พิธีมอบรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และโรงเรียนมาตรฐานโล่ประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ

รางวัล
     - รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 รางวัล แบ่งเป็นระดับประถม 1 รางวัล และระดับมัธยม 1 รางวัล  
     - รางวัลโล่ประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
     - รางวัลครูที่ปรึกษาโครงการดีเด่น
     - ป้ายประกาศเกียรติคุณ
     - ทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการ จำนวนไม่เกิน 60,000 บาท สำหรับโรงเรียนที่เข้ารอบ 60 โรงเรียน
 
ผลลัพธ์ที่คาดหวังของโครงการ
     1. ผู้ร่วมดำเนินโครงการ ทั้งเจ้าหน้าที่โครงการ โรงเรียน ชุมชน และองค์กรท้องถิ่น เข้าใจและร่วมกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริได้อย่างเป็นรูปธรรม
     2. โรงเรียนและชุมชนที่ร่วมโครงการ ดำเนินการแก้ปัญหาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่อง
     3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการสืบทอดและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม
     4. เด็กและเยาวชนมีความเข้าใจ และเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมและตามแนวพระราชดำริ ด้วยการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
     5. ผู้เข้าร่วมโครงการและประชาชนทั่วไปเข้าใจเจตนารมณ์ของกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ในการดำเนินโครงการเพื่อสร้างสรรค์สังคมในด้านของสิ่งแวดล้อม และให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

คณะทำงานโครงการ
ที่ปรึกษาโครงการ

     ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร

ประธานโครงการ
      อดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด

ผู้อำนวยการโครงการ
     พงษ์เดช ศรีวชิรประดิษฐ์ ผู้จัดการส่วนงานบริหาร บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด

คณะกรรมการอำนวยการ
เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปลัดกระทรวงพลังงาน
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายกสมาคมสร้างสรรค์ไทย
ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ผู้รับผิดชอบโครงการ
กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย

  กลับด้านบน